Posted in มุมคุณแม่, มุมภรรยา, มุมสะกิดเกลา, PPLคุย

โรงเรียนลูกสาว

โรงเรียนลูกสาว

เป็นเรื่องตื่นเต้นของพ่อแม่ทุกท้อง ว่าเจ้าตัวน้อยในท้องที่อัลลอฮฺจัดให้เราท้องนี้ จะเป็นลูกสาวหรือลูกชายกันแน่ เราไม่ได้แค่จะเตรียมชุดให้ลูกได้ถูกสีหรือจัดห้องได้ถูกแนว แต่อีกความกังวลที่พ่วงตามมาคือการอบรมเลี้ยงดูให้ลูกชายได้เป็นชาย และลูกสาวได้เป็นสาว ตามครรลองที่อิสลามวางไว้

ถ้าพูดถึงลูกสาวหรือลูกผู้หญิง ในสังคมไทยโบราณก็ต้องนึกถึงการอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน ดูแลบ้านเรือนสะอาดเรียบร้อย ประดิษฐ์ประดอยทำอาหารอย่างประณีตละเอียดลออ แม้สังคมปัจจุบันเราจะเห็นความคาดหวังนี้น้อยลง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีอยู่คู่กับความเป็น “ผู้หญิง”

ในสมัยของท่านนะบี ศล. หรือบรรดาเศาะหาบะฮฺ เพราะฝ่ายชายต้องมีหน้าที่รับผิดชอบในการหารายได้เลี้ยงครอบครัว จึงเป็นเหล่าภรรยาแม่บ้านที่ต้องอยู่เหย้าดูแลบ้านและลูกหลาน ซึ่งเรื่องนี้มีหะดีษรับรองด้วยว่าเป็น “อะมานะฮฺ” (ความรับผิดชอบ) ของพวกนาง* ดังนั้น การหยิบจับทำงานบ้านจึงอาจเรียกได้ว่าเป็นหน้าที่หลักของสตรี ตั้งแต่ในยุคของท่านนะบี ศล. ซึ่งเป็นต้นแบบของชีวิตเรา

หรือจะเป็นเรื่องราวของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ รฎ. (บุตรสาวของท่านนะบี ศล.) ที่เมื่อสตรีอย่างเราอ่านกี่ครั้งคราก็อดไม่ได้ที่จะ “ฮึด” และอดทนกับความลำบากที่อยู่ตรงหน้ามากยิ่งขึ้น

สภาพมือของนางที่มีแผลพองจากการบดแป้งอยู่เสมอ ต้นคอมีรอยช้ำจากการขนน้ำ เสื้อผ้าของนางเลอะเทอะเปรอะเปื้อนจากการถูพื้น และเมื่อนางไปหาท่านเราะซูล ศล. เพื่อขอคนรับใช้ นางได้รับคำตอบจากท่านเราะซูล ศล. ว่า “จงเกรงกลัวอัลลอฮฺเถิด โอ้ ฟาฏิมะฮฺ จงปฏิบัติหน้าที่ต่อพระผู้อภิบาลของลูกให้สมบูรณ์ และทำงานบ้านของลูกต่อไป”
“และเมื่อลูกจะเข้านอนในยามกลางคืน จงกล่าว ‘ซุบฮานัลลอฮฺ’ (มหาบริสุทธิ์แด่อัลลอฮฺ) 33 ครั้ง และ ‘อัลฮัมดุลิลละฮฺ’ (มวลการสรรเสริญแด่อัลลอฮฺ) 33 ครั้ง และ ‘อัลลอฮุอักบัรฺ’ (ความเกรียงไกรยิ่งแด่อัลลอฮฺ) 34 ครั้ง รวมกันเป็น 100 ครั้ง สิ่งนี้ดีกว่าการมีคนรับใช้เป็นอย่างมาก”
ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ รฎ. ตอบว่า “ถ้านั่นคือความประสงค์ของอัลลอฮฺและเราะซูลุลลอฮฺฉันก็จะปฏิบัติตาม”

ถอยกลับมาใกล้ปัจจุบันขึ้นอีกนิด กับสมัยที่ยังไม่มีโรงเรียน คนไทยก็มีมัสญิดหรือวัดเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเด็กผู้ชายที่ไปเรียนหนังสือ ส่วนผู้หญิงมักจะได้รับการอบรมฝึกฝนทำงานบ้านและอาหาร เรียกว่าเป็นทักษะชีวิตที่เด็กผู้หญิงจะขาดมิได้สมัยนั้น

มาถึงตอนนี้ที่เรามีโรงเรียน และส่งเสริมให้เด็กทุกคนเรียนหนังสือ เด็กผู้หญิงก็ออกจากบ้านมาเรียนหนังสือ มันเป็นความเจริญและเป็นความจำเป็นที่ทุกคนต้องรู้หนังสือ แต่ไม่มีความจำเป็นที่เราจะ “ถอด” ทักษะการดูแลบ้านเรือนของลูกสาวออกไปจากชีวิตเธอ

ในสมัยของท่านนะบี ศล. บรรดาภรรยาของท่านก็เป็นปราชญ์ในด้านวิชาการต่างๆ แต่ก็ไม่บกพร่องในการดูแลบ้านเรือนและอบรมลูกหลาน  ในวันนี้ที่เราส่งลูกไปเรียนหนังสือ ก็ไม่จำเป็นต้องให้บกพร่องซึ่งการดูแลบ้านเรือนของลูกสาวเรา มันออกจะเป็นสิ่งติดตัวที่มีค่ามากกว่าทรัพย์สิน ที่เราจะปลูกฝังให้ลูกมีระเบียบวินัย รักความสะอาดเรียบร้อย อดทน รักษาความสม่ำเสมอ รักการทำงานอย่างประณีต ฯลฯ สารพัดคุณความดีที่เราจะได้จาก “การสอนลูกสาวให้ทำงานบ้าน”

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เพียงเพื่อจะชวนคุณแม่ทั้งหลายให้ไม่ลืมปลูกฝังลูกสาวในเรื่องนี้ เช่นเดียวกับที่เราคาดหวังความโดดเด่นทางวิชาการของลูก หลายคุณธรรมที่ลูกเราจะได้จากการทำงานบ้านจนติดมือ และยังเป็นเสน่ห์ติดตัวไปจนแต่งงานออกเรือน เป็นที่ชื่นตาเย็นใจของสามีและครอบครัวสามี  จริงอยู่ว่าของอย่างนี้ฝึกกันได้ในตอนโต แต่การปลูกฝังแต่เล็ก ย่อมเห็นผลที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเนอะ

เรามาสร้างลูกสาว ให้มีคุณภาพทั้งวิชาการและทักษะชีวิตกันค่ะ❤

ปล. อดไม่ได้ที่่จะพูดถึงแบบอย่างของท่านนะบี ศล. ที่เป็นแฟมิลี่แมน (ภาษาไทยเค้าใช้คำว่าอะไรกันอ่ะ) แบบที่ช่วยเหลือหยิบจับทำงานบ้านทุกอย่าง  การปลูกฝังลูกชายให้ช่วยเหลือและหยิบจับทำงานบ้าน จึงเป็นลักษณะนิสัยที่น่ารักน่าส่งเสริมด้วยเช่นกันค่ะ

——————–
* ท่านเราะซูลุลลอฮฺ ศล. กล่าวว่า ท่านทั้งหลายมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบและท่านทั้งหลายจะถูกสอบสวนเกี่ยวกับการปฎิบัติหน้าที่ของท่าน ผู้นำมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ สามีมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อครอบครัวในบ้านของเขา และภรรยามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในบ้านของสามีและลูกๆของเขา ดังนั้นท่านทั้งหลายมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบและท่านทั้งหลายจะถูกสอบสวน เกี่ยวกับการปฎิบัติหน้าที่ของท่าน” (บันทึกโดย บุคอรีและมุสลิม)

ผู้เขียน:

Homeschooling Muslim Mom