เจ็บที่ (ไม่ถูก) เตือน

้ีพี่น้องผู้อ่านเคยถูกใครเตือนแรงๆ มั้ยคะ?

บางครั้งการถูกเตือนตรงๆ ก็เล่นเอามึนไปหลายวัน  มันไม่ได้เจ็บหรอกนะ แต่ทำให้เราขลุกคิดทบทวนเกี่ยวกับเรื่องนั้นอยู่เกือบตลอดภารกิจในชีวิตประจำวันเลยทีเดียว ต้องอาศัยเวลาปรับความรู้สึกตัวเองว่ามันคือข้อบกพร่องของเรา ต้องยอมรับ แล้วเดินหน้าชีวิตวันต่อๆ ไปแบบพยายามจะแก้ไขข้อบกพร่องนั้น แล้วอาการมึนๆ นั้นก็จะผ่านไปเป็นแค่อีกเรื่องเล็กๆ เรื่องหนึ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

เราคุยกันมากเรื่องเวลาเตือนใครต้องรู้เวลา รู้วิธีพูด อย่าเตือนตรงๆ แรงๆ มันจะทำร้ายน้ำใจ ทำร้ายความรู้สึก  จนบางครั้งผู้เขียนเองยังอดคิดไม่ได้ว่า แบบนี้เราเห็นใครผิดแล้วไม่ต้องเตือนจะดีกว่ารึเปล่า? เพราะไม่ต้องสุ่มเสี่ยงต่อการทำลายน้ำใจและความรู้สึกของใคร (กรุณาอ่านต่อจนจบ)

จริงๆ แล้วการตักเตือนเป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะกับผู้ที่เห็นข้อบกพร่องของคนอื่น แต่เจ้าตัวไม่รู้ตัว  ลองนึกภาพง่ายๆ เทียบกับตัวเรา (มันเห็นชัดที่สุด)  เวลาเราทำอะไรบางอย่างที่ไม่เหมาะสม แล้วก็มีคนรู้หลายคนว่ามันไม่เหมาะสม แต่ไม่มีใครมาเตือนเราเลย เราก็จะยังคงใช้ชีวิตปกติไปโดยไม่รู้เรื่องรู้ราว และอาจทำพฤติกรรมนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก แบบนี้คนทำผิดก็ทำไปเรื่อย คนที่เห็นก็อึดอัดรำคาญไปเรื่อย แต่ปัญหานั้นไม่ได้ถูกเตือนให้คนผิดรู้ตัว เจ้าตัวไม่ได้พยายามแก้ แล้วเมื่อไหร่มันจะจบ???  หลายคราวที่เหตุการณ์ในรูปแบบนี้ จบลงด้วยการที่ผู้รู้ปัญหาไประบายความอึดอัดให้กับบุคคลที่สาม ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะช่วยคลี่คลายอะไรได้รึเปล่า แต่ที่แน่ๆ คือเรื่องที่น่าจะจบที่บุคคลสองคน ได้กระจายวงออกไปถึงบุคคลที่สาม สี่ ห้า เรียบร้อยแล้ว … แต่ไม่ถึงผู้ที่ควรจะถูกเตือนมากที่สุด แต่ววว!!

วิธีการตักเตือนที่เหมาะสมก็คือ ถูกเวลาและถูกรูปแบบ ควรเลือกที่จะเตือนกันด้วยคำพูดที่ผู้ฟังรับได้ อาจใช้ภาษากายช่วยให้คำตักเตือนดูนุ่มนวลขึ้น เช่น เข้าไปนั่งใกล้ๆ จับมือ อาจเริ่มด้วยการพูดถึงข้อดีหรือชื่นชมความดีที่เขาทำก่อน แล้วค่อยแนะนำสิ่งที่ควรปรับปรุงต่อท้ายไป  แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ควรตักเตือนโดยลำพัง ไม่ใช่พูดประจานต่อหน้าสาธารณชน

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมองว่า แม้จะถูกตักเตือนในรูปแบบที่ไม่เหมาะสม อาจสร้างความรู้สึกขุ่นเคืองให้ผู้ถูกตักเตือนบ้าง แต่อย่างน้อยที่สุด ผู้ถูกเตือนก็ได้รับสารไปว่า อะไรคือข้อบกพร่องที่เขาจะต้องแก้ แล้วก็ใช้เวลาปรับอารมณ์และความรู้สึกระยะหนึ่ง เพื่อที่จะยอมรับและพยายามปรับปรุงข้อบกพร่องนั้นๆ ได้ ขณะเดียวกันก็เรียนรู้ว่าผู้เตือนเรานั้นเขาหวังดี แม้จะท่าทีไม่ถูกใจเราบ้าง แต่ที่เขากล้าบอกเราก็เพราะเขารักและอยากให้เราเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น เรียกว่าสุดท้ายมันก็มีอะไรดีขึ้นบ้างล่ะน่า

ที่ร่ายยาวมาทั้งหมดนี้ ก็เพราะอยากจะเชิญชวนพวกเราในฐานะพี่น้องมุสลิมที่รักกันในหนทางของอัลลอฮฺ มาช่วยกันสร้างวัฒนธรรมแห่งการตักเตือนให้เป็นส่วนหนึ่งของอุปนิสัยของพวกเรา  มันคงมีบ้างที่เราจะพูดไม่สวย ท่าไม่ดี ในบางครั้ง ก็เรียนรู้และพยายามปรับปรุงกันไป  อย่างที่บอกว่าสำคัญคือสารที่เราต้องการสื่อมันได้ไปถึงผู้ถูกเตือน และมันจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น อินชาอัลลอฮฺ

ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ได้จะชวนให้ตักเตือนคนอื่นอย่างเดียวนะคะ ในฐานะที่ทุกคนก็อาจเป็นผู้ถูกเตือนบ้าง กรุณาทำใจยอมรับคำตักเตือนแต่โดยดี แม้มันจะขัดหูขัดใจเราบ้าง แต่นั่นก็คือข้อบกพร่องของตัวเองที่เรามองไม่เห็น แต่ผู้ที่เห็นเขาช่วยสะท้อนให้เรา ควรรู้สึกขอบคุณเขามากๆ และหากเห็นว่าวิธีการหรือคำพูดเตือนอันใดของเขาไม่เหมาะสม ก็ควรบอกกล่าวให้เขาได้รับรู้เพื่อปรับปรุงในการตักเตือนครั้งต่อๆ ไป

สังคมในฝันของพวกเราทุกคนก็คือสังคมที่นำหลักการอิสลามมาใช้ อยู่ร่วมกันด้วยความรักและปรารถนาดี การตักเตือนกันเป็นกระบวนการหนึ่งที่จะนำสู่การพัฒนาบุคคล ซึ่งนำสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมโดยรวม แบบนี้เราจะอยู่กันอย่างไม่อึดอัดค่ะ เพราะมีอะไรก็พูดคุยกันได้และปัญหาได้ถูกแก้  ไม่ใช่คนที่รู้ว่าตัวเองมีข้อบกพร่องแล้วหลบไป ใครอย่ามาเตือนฉันนะ ใครอย่ามารู้นะว่าฉันไม่ดียังไง แล้วเมื่อไรเราจะได้ปรับปรุงตัวเองให้เป็นคนที่ดีขึ้นล่ะ? อาจมีคนคิดแบบนี้บ้างละมัง พวกเราถึงไม่คุ้นกับระบบการตักเตือน  แต่ที่แน่ๆ สำหรับผู้เขียนเอง ถ้าคุณเห็นข้อบกพร่องและให้คำตักเตือนแก่ผู้เขียน จะเป็นอะไรที่ขอบคุณมาก  แต่ถ้ารู้ว่ามีอะไรที่เห็นไม่เหมาะแล้วไม่บอก เล่นลูกเงียบอย่างเดียวน่ะ มีเคืองงงง

Advertisements

การแสดงความเห็นถูกปิด

Up ↑

%d bloggers like this: