Posted in ไม่มีหมวดหมู่

เหตุเกิด ณ ทุ่งรังสิต

:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
 

          อัสสลามุอะลัยกุม พี่มัรยัม

เสียงกล่าวสลามพร้อมใบหน้าเจือยิ้มใสของมุนาหลังจากก้าวลงจากรถสองแถว

          วะอะลัยกุมุสลาม วะเราะฮฺมะตุลลอฮฺ วะบะเราะกาตุฮฺ

มัรยัมตอบรับสลามด้วยเสียงอ่อนโยน พร้อมแววตาแสดงรอยยิ้มละไมที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมหน้า

          นี่เพื่อนนาค่ะ ชื่อเก๋ รู้จักกันบนรถเมื่อกี๊ พอดีเหลือที่นั่งเดียวติดกับผู้ชาย นาขอให้เขาช่วยแลกที่ให้ เก๋สงสัยค่ะ เลยคุยกันมาตลอดทางเลย

          มัรยัมไม่ได้พูดอะไร เพียงแอบยิ้มชื่นชมในการแก้ปัญหาของมุนา

          หลังจากร่ำลากับเก๋แล้ว มุนาและมัรยัมก็มุ่งหน้าไปชมรมเพื่อละหมาด เวลานั้นเป็นช่วงพักกลางวัน ทางเดินในร่มคนเยอะมากก ทั้งสองยอมเดินตากแดดเพื่อหลีกเลี่ยงการเบียดเสียดกับผู้คน

 

          เมื่อถึงชมรม

          ทั้งสองให้สลามแล้วรีบเดินเข้ามานั่งรอละหมาดอยู่หลังม่านอย่างสงบ ม่านสีเขียวอ่อน… ที่แบ่งชมรม (ทางกายภาพ) ออกเป็นสองส่วน (แต่ไม่ได้แบ่งใจ) ม่านที่ทำให้มุสลิมะฮฺรู้สึกปลอดภัย รู้สึกว่าได้รับการปกป้องให้พ้นจากสายตาที่แทะโลม คำพูด และการกระทำเยี่ยงชัยฏอนที่พวกเธอต้องประสบตลอดเวลาเมื่อออกจากบ้าน

          หลังละหมาดมีนะซีฮะฮฺ (คำตักเตือน) มุนาตั้งใจฟังและสรุปความได้ว่า อิสลาม หมายถึง การยอมจำนน การอ่อนน้อม การเชื่อฟัง และมุสลิม คือผู้ที่ยอมจำนนต่ออัลลอฮฺ ส่วนมุสลิมะฮฺ ก็มาจากคำว่า มุสลิม มีความหมายเดียวกัน

 

          เย็นวันนั้น ที่ห้องพักของมุนาและมัรยัม

          พี่มัรยัม วันนี้มีตลาดนัดหอเอด้วย นาอยากไปเดินดูของจัง

          มุนา.. ถ้าให้เลือกระหว่างละหมาดที่บ้านกับมัสญิด นาจะเลือกที่ไหนจ๊ะ

          ที่บ้านสิคะ ก็นาเคยได้ยินหะดีษที่บอกว่า สำหรับมุสลิมะฮฺละหมาดที่บ้านดีกว่าที่มัสญิด ละหมาดในห้องของนางดีกว่าละหมาดกลางบ้าน… แหม! พี่มัรยัมไม่ต้องมาทำเป็นเปลี่ยนเรื่องเลย นาจะไปแล้วนะ

          เปล่า พี่ไม่ได้เปลี่ยนเรื่อง พี่กำลังจะบอกว่า ฮิกมะฮฺ (คุณค่า คุณประโยชน์) ของคำสั่งนี้ก็เพื่อที่จะปกป้องมุสลิมะฮฺ ลดการที่นางจะต้องไปปรากฏตัวต่อสังคมภายนอกไงจ๊ะ

          แต่อิสลามก็ไม่ได้ห้ามมุสลิมะฮฺไปละหมาดที่มัสญิดนี่!’ มุนานึกเถียงในใจ

          ทันใดนั้น คำนะซีฮะฮฺเมื่อตอนบ่ายก็แล่นเข้ามาในความคิด เกิดคำถามในใจขึ้นว่า

          … ฉันเหมาะสมแล้วหรือยังที่จะเรียกตัวเองว่า มุสลิมะฮฺ? …

          มุนาเงียบไปครู่หนึ่ง.. ค่ะ นาเข้าใจแล้วค่ะ

          นี่ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับมุนาที่ได้เรียนรู้ถึงความสวยงามและฮิกมะฮฺที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำสั่งของอิสลาม แต่เป็นครั้งแรกที่ได้ใคร่ครวญอย่างลึกซึ้งและนำมาปฏิบัติ

 

          ตอนที่พี่มัรยัมคลุมหน้าครั้งแรกเป็นยังไงบ้างคะ? มุนาถามด้วยความสนใจ

          อัลฮัมดุลิลลาฮฺ ด้วยความช่วยเหลือของอัลลอฮฺ เหมือนกับว่าเราคิดไปเองว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่พอทำจริงก็ไม่มีปัญหาอะไร ง่ายจนพี่เองยังแปลกใจเลยจ้ะ

          มุนายิ้มแล้วถามต่อ แล้วพี่คิดยังไงถึงคลุมหน้าคะ?

          ถ้ามีสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่ดี และสิ่งที่ดีที่สุด มุนาจะเลือกอะไรจ๊ะ?

          เลือกสิ่งที่ดีที่สุดค่ะ

          พี่ก็คิดอย่างนั้น ทำอะไรได้ก็ทำ รีบทำก่อนที่จะเปลี่ยนใจหรือไม่มีโอกาสได้ทำ

          พอคลุมหน้าแล้วดูเคร่งไปเลยนะคะ

          จ้ะ ภาพที่ออกมาเป็นอย่างนั้น ทีแรกพี่ก็กลัวเหมือนกัน เพราะเราก็ไม่ได้รู้อะไรมากมาย แค่ทำในสิ่งที่เรารู้แค่นั้นเอง.. แต่ใครจะคิดยังไงก็ไม่สำคัญหรอก ขอให้เป็นการงานที่อิคลาศ (ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ) และหนักบนตราชูความดี เป็นการงานที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงโปรดปราน แค่นี้ก็พอแล้ว

          แล้วพอคลุมหน้าแล้วเป็นยังไงบ้างคะ

          ทีแรกพี่ก็คิดแค่ว่า ผ้าคลุมหน้านี้จะเป็นกำแพงให้เราห่างไกลจากเพศตรงข้ามมากขึ้น ปกป้องเราจากสายตาคนอื่น ทำให้คนอื่นเกรงใจเรามากขึ้น.. แต่ตอนนี้พี่คิดว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น

          อะไรมากกว่านั้น? มุนาถามต่อด้วยความสงสัย

          เหมือนกับว่าเราพยายามทำในสิ่งที่อัลลอฮฺทรงพอพระทัย แล้วพระองค์ก็ทรงให้เรารู้อะไรมากขึ้น เพื่อมาปรับปรุงตัวเราในเรื่องหนึ่งแล้ว พระองค์ก็ทรงให้เรารู้อีกเรื่องหนึ่ง เพื่อปรับปรุงแก้ไขต่อไปเรื่อย ๆ อัลฮัมดุลิลลาฮฺ พี่ไม่รู้จะบอกยังไงดีถึงความรู้สึกนี้..

          มัรยัมพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พร้อมน้ำตาที่ไหลลงมาอาบข้างแก้ม

          พี่อยากให้น้องได้รับสิ่งดี ๆ เหมือนที่พี่ได้รับ หรือมากกว่านั้น … แน่นอนว่าทุกคนย่อมมีทั้งส่วนดีและไม่ดี ขอให้น้องเก็บเอาส่วนดีของทุกคนรอบข้างไปรวมไว้ในตัวเอง ส่วนสิ่งไม่ดีทั้งหลายก็ขอให้เราตักเตือนกัน ให้อภัยกัน และมองกันในแง่ดี

          วงสนทนาในคืนนั้นจบลง แต่ความคิดของมุนาไม่ได้จบลงแค่นั้น

 

          อาทิตย์ต่อมา

          มัรยัมป่วยหนัก หลังจากไปโรงพยาบาลแล้วก็กลับมานอนพักที่บ้าน

          มัรยัม มัรยัม เพื่อนที่ชมรมมาเยี่ยมจ้ะ เสียงแม่ของมัรยัมเรียกดังมาจากข้างล่าง

          ค่ะแม่ จะลงไปเดี๋ยวนี้ล่ะค่ะ มัรยัมที่อาการดีขึ้นจนเกือบหายดีแล้ว ขานรับอย่างสุภาพ

          มุสลิมะฮฺในชุดคลุมหน้าสีดำให้สลามและโอบกอดมัรยัมอย่างนิ่มนวล ไม่มีคำพูดใดอีกหลังจากนั้น มีเพียงน้ำตาแห่งความสุขใจที่ไหลอาบแก้มของทั้งสอง

          มัรยัมจำแววตาคู่นั้นได้ดี … แววตาที่มุ่งมั่น ครุ่นคิด และแสวงหาความจริง

.

.

.

แล้วเมื่อไรจะถึงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงของเรา?

 

ผู้เขียน:

Homeschooling Muslim Mom

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s