โรงเรียนรอมฎอน

สิบกว่าปีมาแล้ว ที่ได้มีโอกาสสัมผัสกับการละหมาดตะรอวิหฺที่ยาวนาน นานนนน… แบบที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะละหมาดได้แบบนี้ แม้หลายปีมานี้จะไม่ได้มีโอกาสออกไปร่วมละหมาดแบบนั้น แต่ในปีนั้น ก็คือปีที่เปิดโลกทัศน์ว่า ละหมาดที่ยาวนานแบบนี้ มีด้วย และเราก็เคยทำได้ด้วย  หลังจากนั้น แม้จะอยู่ในภาวะลูกเล็ก ละหมาดเอง กระท่อนกระแท่นตามสภาพ แต่ก็เพิ่มขีดความพยายามให้มากขึ้นกว่าปีก่อนหน้านั้นเยอะ แม้จะได้บ้างไม่ได้บ้างก็ตาม   الحمد لله رب العالمين على كل حال

ย้อนกลับไปดูละหมาดเมื่อสิบกว่าปีที่ว่านี้ ตั้งแต่จัดละหมาดที่บ้านทองทา เสียงอ่านกุรอานของเชคที่หนักแน่น ยาวนานตลอดหรือเกือบตลอดทั้งคืน กับบรรยากาศพรมที่ปูรองรับผู้ละหมาดอย่างสบาย แอร์เย็นฉ่ำ เครื่องเสียงกระหึ่มแม้ยืนละหมาดฝั่งหญิง อาหารว่างและสะหูรในช่วงสิบคืน ทุกอย่างถูกวางแผนและตระเตรียมอย่างดีพร้อม มาชาอัลลอฮฺ  แม้ว่าจะย้ายมาจัดที่มุศ็อลลาแล้ว ความพร้อมก็ไม่ได้ลดหย่อนไปกว่ากันเลย

13494970_608036759377158_3788496623550558229_n

และนี่ก็คือเบื้องหลังของดุอาอฺที่นำพาอะไรตามมาอีกมากมาย… วิทยุอิสลามอินไทยแลนด์  White Channel และการเติบโตของคนทำงานและกลุ่มทำงานต่างๆ ก็งอกเงยพร้อมๆ กับการเติบโตของโรงเรียนกิยามุลลัยลฺในทุกรอมฎอนนี้  โรงเรียนที่ปลุกให้ทุกคนลุกขึ้น ขยับร่างกาย กระชับจิตวิญญาณให้เข้มแข็ง ถ้าได้อยู่ในบรรยากาศนั้นเราจะเห็น ผู้คนไม่ว่าจะสูงวัยเจ็บป่วย หรือคนทำงานนักเรียนนักศึกษาที่ต้องทำงานเรียนในวันรุ่ง ต่างขยับปรับเตรียมตัวเพื่อการละหมาดยาวๆ เพื่ออัลลอฮฺ เป็นบรรยากาศที่ทุกคนพร้อมใจกันทำความดี ทั้งที่ใช่ว่าสภาพร่างกายของแต่ละคนจะพร้อม อัลลอฮุอักบัร ปีแล้วปีเล่า… ที่พวกเราถูกปลุกให้ขยัน ให้เข้มข้นในอิบาดะฮฺ นี่เองที่นำมาซึ่ง “พลัง” ด้วยประสงค์ของอัลลอฮฺ

หลายปีผ่านไป… ในขณะที่เรายังใช้เวลารอมฎอนไปกับการดูแลลูกเล็ก ก็มีลูกๆ ที่เติบโตขึ้น รอมฎอนปีหลังๆ เริ่มมีลูกหลานที่เคยละหมาดตามลุงเชคในท้อง ตอนนี้เติบโตออกมาละหมาดด้วยตัวเองแล้ว จะยืนบ้าง นั่งบ้าง นอนบ้าง ก็เป็นอันว่าได้อยู่ในบรรยากาศ ได้กระตือรือร้นที่จะละหมาด ได้พยายาม และเติบโตในบรรยากาศเหล่านี้ … ขอต่ออัลลอฮฺโปรดรักษาพวกเขาในบรรยากาศเหล่านี้ ให้เติบโตในสภาพของคนหนุ่มที่รักพระองค์เหนือสิ่งอื่นใด และเป็นทหารที่พร้อมรับใช้พระองค์

13501704_608036836043817_3018067074938599849_n

เกินกว่าคำขอบคุณ สำหรับคุณครู … เชคริฎอ อะหมัด สมะ27958ดี และครอบครัวของท่าน ที่ปลุกชีวิตแห่งการทำงานรับใช้ศาสนาของเรา  เกินกว่าคำบรรยายที่อัลลอฮฺทรงกำหนดชีวิตครอบครัวของเรา ณ จุดนี้ ไม่มีอะไรดีพร้อม ไม่มีอะไรสมบูรณ์ แต่คือความลงตัวดีงามที่สุดแห่งชีวิตดุนยาของเรา

ขอบคุณ ชาวอัซซุนนะห์ ทุกท่านที่มีส่วนร่วมสร้าง โรงเรียนกิยามุลลัยลฺ ในทุกรอมฎอน
ขออัลลอฮฺโปรดตอบรับความดีงามของพวกเรา ขอโปรดอภัยโทษในความบกพร่องของพวกเรา และให้พวกเราอยู่ในหมู่ปวงบ่าวที่พระองค์ทรงโปรดปราน

 

ป.ล. อาหารอร่อยมากนะครับ ถามฮัมซะห์ได้

27950

ขอบคุณภาพจาก
ชาวซอลิฮี
ญะซากุมุลลอฮุคอยรอน

บันทึกรัก ท้ายรอมฎอน 1437

ชีวิตดี๊ดี

الحمد لله رب العالمين على كل حال

ขอเริ่มต้นชีวิตดีๆ ด้วยการย้อนสู่ความเจ็บปวดใจหนักๆ ที่เพิ่งผ่านไป…

Jpeg

Jpeg

ในช่วงเวลาที่ซอฟวานเข้าโรงพยาบาลด้วยโรค RSV นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลูกๆ นอนโรงพยาบาล แต่ทุกครั้ง ประมาณวันที่ 2 ฉันก็จะเห็นสภาพที่ดีขึ้น รอยยิ้มของลูก … ด้วยเหตุนี้เองที่ครั้งนี้ฉันยิ้มไม่ออก  สองวันก็แล้วที่ลูกยังร้องและดูแย่ไม่ต่างจากเดิม ฉันร้องไห้ไปกับลูกไม่รู้กี่ครั้ง พลางนึกถึงหะดีษที่ชวนคิดว่า ฉันจะได้รับเกียรติ ที่อัลลอฮฺจะรับลูกกลับคืนไปในตอนเด็กหรือ?คิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเกือบจะเขียนเรื่องยาวให้ชีวิตหลังจากนั้น ฉันต้องรีบดึงตัวเองกลับ ยังไม่คิดอะไรทั้งสิ้น อยู่กับ ณ ตอนนี้ อะไรจะเกิดขึ้นด้วยกำหนดของอัลลอฮฺ ก็ดู ณ เวลานั้นแล้วค่อยคิด

พลันวันนั้น ร้านหนังสือออนไลน์ชื่อคุ้นเคยแห่งหนึ่งได้อัพรูปหนังสือออกไม่นาน ฉันคิดว่ามันเหมาะมากสำหรับช่วงเวลานี้ ฉันรีบติดต่อสายส่ง(จำเป็น)ของโรงพยาบาลที่อยู่ แล้วได้รับหนังสือวันรุ่งขึ้น ฉันอ่านรวดเดียวเกินครึ่งเล่ม ด้วยหวังว่าจะได้รับสารจากหนังสือทั้งหมด แล้วผลที่ได้ก็เกินคุ้ม ฉันยอมรับนะ ที่อัลลอฮฺกำหนดให้ลูกปวย แต่ฉันไม่ได้ “ยิ้มรับ” มัน เหมือนบรรดาผู้ยิ้มรับบททดสอบในหนังสือเล่มนี้ … แล้วก็ เพียง หนังสือเล่มนี้ ที่มีผลต่อตลอดชีวิตของฉัน

ในบททดสอบครั้งนั้น ยังมีเรื่องราวดีๆ อีกมากมาย เช่น คุณป้าที่ส่งอาหารอร่อยๆ ให้จนวันสุดท้ายก่อนกลับบ้าน ชีวิตที่ได้อยู่นิ่งๆ พักร่างกาย และใช้สมองครุ่นคิดกับสิ่งที่ควรใช้ ความช่วยเหลือและกำลังใจจากญาติพี่น้อง และอะไรต่ออะไรอีกมากมาย ในช่วงหนึ่งแห่งบททดสอบ เป็นอีกครั้งที่ยืนยันความดีงามของทุกเรื่องราวที่อัลลอฮฺทรงกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

แท้จริงแล้ว “ชีวิตดี” มิใช่การมีอะไรเยอะแยะมากมาย แต่อยู่ใน “หัวใจที่พอเพียง” ต่างหาก

Jpeg

Jpeg

แนะนำจริงๆ สำหรับคนที่ยังไม่ได้ “ยิ้มรับ” กับทุกเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ต้องอ่านเล่มนี้ให้ได้นะ ขออัลลอฮฺตอบแทนความดีและประทานความจำเริญแก่คณะผู้จัดทำบุ๊คกาซีนปลุกหัวใจเล่มนี้… สำนักพิมพ์มิรอาต

https://miratbooks.wordpress.com/2015/12/14/hayatan-tayyibah/

คณิต… คิดให้ง่าย

2014-04-20 09.39.29วันนี้เรามาชี้ชวนลูกๆ เรียนรู้คณิตศาสตร์กันค่ะ  … อ๊ะๆ ไม่ต้องหยิบดินสอกระดาษ เพราะคณิตศาสตร์เรียนรู้ได้จากสิ่งรอบตัวเลยยย

ในฐานะคุณครูคณิตศาสตร์และคุณแม่ที่สอนคณิตลูกเองตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าโรงเรียน แม้จะอ่อนประสบการณ์ไปสักหน่อยกับ 9 ปีของความเป็นแม่ แต่ของแปะวิธีการไว้ตรงนี้ เพื่อแบ่งปัน และรอดูผลของมันในอีกสิบๆ ปีข้างหน้า (ถ้าไม่ได้ผลก็คงไม่ทันกลับมาต่อว่ากันละ)

ในบ้านของเราอาจมีบรรยากาศการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยที่ลูกไม่รู้ตัว(ว่ากำลังเรียนเลข) และแม่ก็ไม่ได้ตั้งท่าสอนด้วย (เวลาใครถามถึงต้องกลับมาคิดทบทวนว่าสอนอะไรลูกไปบ้าง) เรียกว่าสอนตามบรรยากาศพาไป ว่างั้นเถอะ

ในเรื่องการเรียนรู้ ตัวเลข ทำความคุ้นเคยกับตัวเลข อาจใช้การอ่านป้ายทะเบียนรถเวลานั่งรถออกไปข้างนอก อ่านได้บ้างไม่ได้บ้าง ถูกบ้างผิดบ้างไม่เป็นไร อ่านเลขซอย เลขถนน ดูไฟนับถอยหลัง เป็นการเรียนรู้ตามสไตล์ชีวิตคนกรุงฯ  นอกจากนี้เวลาเดินเล่น เจอนก เจอรถ เจอเรือ ก็สอนนับ ตรงนี้จะได้เรื่อง จำนวน (สอนให้รำลึกถึงการสร้างและความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺควบคู่ไปด้วยนะคะ และสามารถสอนเรื่องอื่นๆ ไปพร้อมกันได้ เช่น ชนิดรถเรือ ตามบรรยากาศตอนนั้นเลย) เดินขึ้นลงบันไดก็นับเลข นับเลขภาษาไทยได้แล้วก็เพิ่มอาหรับ-อังกฤษ คือเด็กต้องเรียนรู้ทั้ง ตัวเลข และ จำนวน แล้วนำมันมาเชื่อมโยงกันว่า ตัวเลขที่เขียนอย่างนี้หมายถึงจำนวนเท่าไหร่นะคะ

เรื่อง การบวก-ลบเลข อาจจะตั้งโจทย์เล่นกัน ในช่วงว่างๆ หาอะไรเล่นกัน ให้บวก-ลบเลขเป็นเกมหนึ่ง ทายถูกผิดไม่เป็นไร สอนนับนิ้วบวกลบเลข เวลาสอนให้เด็ก “บวก” ให้คล่องก่อนค่อยสอนลบ บวกได้คล่องจะรู้สึกมั่นใจว่า “ทำได้” จะได้มีกำลังใจพยายามลบซึ่งยากกว่า  เรื่องวิธีการเด็กจะนับนิ้ว นับเท้า นับฝาขวด หรือแค่จินตนาการ อันนี้แล้วแต่เค้าถนัดเลยนะคะ ไม่ต้องกะเกณฑ์ เพียงแต่โดยปกติแล้วเด็กควรเริ่มเรียนรู้จาก รูปธรรม ที่จับต้องได้ (นิ้ว ฝาขวด ก้อนหิน สิ่งของ ฯลฯ) แล้วจึงจินตนาการในใจได้  ส่วนการลบเลขสอนเมื่อเค้าบวกเลขคล่องแล้ว ใช้วิธีหักจากนิ้วที่มีอยู่ เอาฝาออก หรือใช้การนับถอยหลังช่วย อาจจะเสริม แบบฝึกของคุมอง ก็ได้

พอบวกลบเลขหลักเดียวได้แล้ว อาจเพิ่มความสีสันเข้าไป เช่น แทนที่จะถามว่า 3+4=?  ก็ถามว่า 3ร้อย+4ร้อย=?  หรือ 3พัน+4พัน=? คือให้เค้าฝึกมอง ร้อย พัน เหมือนเป็นหน่วย ก็บวกแบบเดิม แต่ดูเหมือนบวกได้เยอะ เด็กที่บ้านชอบมาก ดูเยอะสะใจดี  (แต่เด็กอาจต้องใช้เวลากับเลข ยี่สิบ ขอเวลาทำความรู้จักคุ้นเคยกับมันนิดนึง) ทีนี้ก็มันส์ จะบวกสิบล้าน ร้อยล้าน ก็ย่อมได้  ยิ่งถ้ามีพี่น้อง พี่ๆ จะชวนเพิ่มความยากของโจทย์ ให้น้องต้องรีบเรียนรู้ไปในตัว

อีกวิธีฝึกสำคัญคือ การใช้เงินซื้อของในชีวิตจริง อันนี้ได้ฝึกทักษะชีวิตและการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนไปด้วยในตัว ให้เด็กได้เงินค่าขนมในจำนวนที่เหมาะสม เลือกซื้อขนมเอง (ฝึกเลือกของมีประโยชน์ ดูตราหะล้าล วันหมดอายุ) แบ่งเงินหยอดกระปุก สะสมเงินไว้ซื้อของที่ต้องการหรือบริจาค  เด็กๆ จะได้ฝึกคำนวณว่า  ถ้าเก็บวันละ 5 บาท กี่วันจะครบจำนวนที่ต้องการ คือเรียนรู้เรื่องคูณหารไปแบบไม่รู้ตัว

พอเด็กๆ ได้ฝึกบวกลบเลขหลักเดียวจนคล่อง ก็ค่อยๆ เพิ่มเป็นสองหลักสามหลัก เค้าก็จะสร้างวิธีการของเค้า นับนิ้ว นับของ นับเท้าช่วย ตอนหลังทำเป็นคิดแต่แอบนับนิ้ว บางทีก็จำได้ อะไรทำนองนี้ค่ะ  โจทย์ยอดฮิตของบ้านเราคือตอนขึ้นทางด่วน พอ Easy Pass ผ่านแล้วจะขึ้นว่า ด่านนี้ 25 บาท เหลือ 350 บาท เราก็ตั้งโจทย์ถามเด็กว่า เดิมมีกี่บาท  เค้าจะได้ฝึกบวกลบเลขสองสามหลักในใจ พอตอบมาให้อธิบายวิธีคิดแล้ว เราอาจแนะเทคนิคบวกลบเลขอีกแบบที่เค้าไม่ได้ใช้ คือของเค้าไม่ได้ผิด แต่ให้วิธีอื่น เผื่อถูกใจแล้วเค้าเอาเทคนิคเหล่านั้นไปใช้ต่อ  นอกจากโจทย์บวกลบที่บอกไปแล้ว ก็เพิ่มความซับซ้อน เช่น ด่านที่หนึ่งจ่ายไป 50 บาท ด่านที่สองจ่ายอีก 25 บาท เหลือ 295 บาท แสดงว่าก่อนขึ้นทางด่วนมีกี่บาท พอถามคำตอบ ถามวิธีคิด แล้วก็แนะเทคนิคเพิ่ม เป็นต้น

ส่วนในเรื่องการรู้จัก เลขคู่-เลขคี่ แรกๆ บอกเค้าว่าเลขคู่-เลขคี่มันจะอยู่สลับกัน ให้นับ 1 เสียงดัง แล้วทำปากนับ 2 แต่ไม่ต้องออกเสียง นับ 3 เสียงดัง ทำปากนับ 4 แต่ไม่ออกเสียง  เราก็จะได้ออกเสียง 1,3,5,7,9,… อันนี้คือเลขคี่  ส่วนเลขคู่ก็ทำในทำนองเดียวกันแต่สลับกัน ก็จะได้ 2,4,6,8,…  ตัวที่เด็กมักสับสนคือเลข 0 ถ้าใช้วิธีนี้ก็บอกว่ามันสลับกัน เมื่อ 1 เป็นเลขคี่ 0 ก็เป็นเลขคู่นั่นเอง

แต่ในเรื่อง เลขคู่-เลขคี่ นี้ ที่ลองสอนลูกโดยใช้นิยาม เหมือนจะจบและเข้าใจง่ายสุด อาจใช้ ฝาขวด วาดรูปจุด หรือนับนิ้วช่วย อธิบายว่า เลขคู่ พอจับคู่แล้วมันจะหมดไม่มีเหลือ แต่เลขคี่จะจับคู่ได้ไม่พอดี เหลือเศษ  เช่น เลข 7 วาดจุด 7 จุด แล้วจับคู่ทีละสอง จะเหลือ 1 จุด แสดงว่าเป็น เลขคี่  หรือเลข 4 วาด 4 จุด แล้วจับคู่กันจะไม่เหลือเศษ แสดงว่าเป็นเลขคู่  ทีนี้พอมาอธิบายเลข 0 ก็จะง่าย มันไม่เหลือเศษใช่มั้ย ก็แสดงว่าเป็นเลขคู่

การอธิบายเด็กจาก นิยาม ทางคณิตศาสตร์ จะช่วยให้เด็กเข้าใจได้ง่าย เพียงแต่อาจปรับภาษา ใช้การยกตัวอย่าง ให้ลงมือนับขีดเขียน ก็จะช่วยให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น อินชาอัลลอฮฺ คงได้มีโอกาสพูดคุยเรื่องพีชคณิตที่ซับซ้อนขึ้นในโอกาสต่อๆ ปายยย

ไก่ทอด NFC (Nasreen Fried Chicken)

1610779_10203904690515930_7081205512537507347_n

บิสมิลลาฮฺ ขอเปิด “มุมครัว” ของบ้านเรา

อันที่จริงมิได้คาดคิดว่าจะเชี่ยวชาญถึงขนาดเขียนเรื่องนี้ลงบล็อกได้  แต่ในอีกมุมหนึ่งก็อยากเป็นกำลังใจให้คุณแม่บ้านมือใหม่ทั้งหลาย เรื่องเข้าครัวก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตครอบครัว ที่เชื่อว่าทุกคนฝึกฝนกันได้

เทคนิคหนึ่งของการเข้าครัวของคุณแม่บ้านมือใหม่  แนะนำให้เลือก เมนูที่ลูกชอบ ค่ะ  เพราะโอกาสจะถูกปากเด็กๆ มีสูง และจะมีกำลังใจฝึกฝนฝีมือในเมนูอื่นๆ ต่อไป…

วันนี้ขอเริ่มที่ “ไก่ทอด” ที่ใช้วิธีคลุกแป้งแบบ KFC เรียกความอร่อยด้วยหน้าตาชวนกินก่อนเลย

วิธีทำของครัวไกลบ้าน (คุณหมูแดง) หาลิงค์ไม่เจอซะแล้ว เอามาปรับสูตรนิดหน่อย

เลือกไก่ ส่วนใดตามใจชอบ พอล้างไก่พักแล้ว ก็หมักไก่ตามชอบใจเช่นกัน
(เช่น ซอสหอยนางรม ซีอิ๊ว พริกไทย แล้วแต่ชอบ ถ้าใส่ปาปริก้าด้วย สีจะจัดจ้านดีค่ะ) พอหมักนานได้ที่แล้ว เอามาใส่กระชอนให้น้ำหยดออกก่อน พอคลุกแป้งจะได้ไม่แฉะ

เตรียมแป้ง คือ แป้งทอดกรอบ ผสมเกลือ พริกไทย
และตอกไข่แล้วตีแยกไว้อีกถ้วย

ตั้งกะทะรอน้ำมันร้อน ค่อยเอาไก่คลุกแป้งบางๆ รอบแรก แล้วมาจุ่มไข่ แล้วกลับไปคลุกแป้งอีกที รอบหลังนี้เอาให้หนาได้ตามชอบใจ แล้วหย่อนใส่กะทะ

หลักการสำคัญคือ น้ำมันท่วม น้ำมันร้อน และคลุกตอนจะลงกะทะ อย่าคลุกทิ้งไว้ค่ะ

จากที่เคยทำมา ทอดไปสักสองรอบผงแป้งก็เต็มน้ำมันแล้ว ดังนั้นควรใช้กะทะใหญ่ ทอดให้น้อยรอบจะดีค่ะ

ไก่ทอด เป็นเมนูโปรดของเด็กๆ ทำเอง รสชาติถูกปาก น้ำมันสะอาด ถูกกว่าซื้อกินด้วย แบบนี้น่าจะเป็นหนึ่งเมนูถูกปากของเด็กๆ มีติดบ้านไว้นะคะ

มุมเละ ๆ (เล็ก ๆ ) ของเด็ก ๆ

2014-06-18 13.19.19

วันนี้ขอชวนคุยเรื่องของ “เด็ก” ที่ “ไม่เล็ก” ในหัวใจของเด็กน้อย  คือการจัดแบ่งมุมหนึ่งของบ้านให้เป็นพื้นที่ของลูก ๆ เพื่อที่ให้เขารู้สึกว่า มีความสำคัญ เป็นส่วนหนึ่งของบ้านเรา

สำหรับครอบครัวเรา ไม่ว่าจะมีห้องหนึ่งในบ้าน ห้องหนึ่งในทาวน์เฮ้าส์ หรือแม้ห้องเช่าห้องเดียว ก็จัดให้มีมุมเด็กเสมอ วันนี้เราจะขอชวนคุยว่า ทำไมจึงควรจัดให้มี “มุมเด็ก” ในบ้าน มีข้อดีหลายประการ ตามไปดูกันค่ะ

1. เด็ก ๆ รู้สึกว่ามีความสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน  เช่นเดียวกับที่ผู้ใหญ่ต้องการมุมทำงาน มุมพักผ่อน เด็ก ๆ ก็ต้องการพื้นที่เล่นและเก็บสมบัติส่วนตัวเช่นกันค่ะ  ณ เวลานี้ แม้จะอยู่ห้องเช่าห้องเดียว เราก็แบ่งมุมหนึ่งสำหรับเด็ก ๆ   ในห้องมีสี่มุม มุมครัว มุมเด็ก มุมนอน และมุมทำงานของอุมมี …  สมาชิกครอบครัวย่อมต้องการมีพื้นที่ในบ้าน และเด็ก ๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวและต้องการพื้นที่เช่นกันค่ะ

2. ฝึกความรับผิดชอบของเด็ก ๆ   เมื่อจัดแบ่งพื้นที่ส่วนตัวให้แล้ว ความรับผิดชอบก็ติดตามมา  อธิบายกับเด็ก ๆ ว่าส่วนนี้เป็นพื้นที่ที่เราใช้และเราต้องช่วยกันดูแล ฝึกให้ดูแลเก็บของ ทำความสะอาด แม้ในทางปฏิบัติการฝึกเรื่องนี้จะไม่ง่ายในพริบตา แต่จากประสบการณ์ก็เห็นพัฒนาการค่ะ พอเลิกเล่นให้ช่วยกันเก็บ (กรุณาบอกให้ทำแบบไม่คาดหวัง จะไม่ช้ำใจ) ซึ่งเด็ก ๆ ก็ให้ความร่วมมือง่ายบ้าง ยากบ้าง มากบ้าง น้อยบ้าง ตามประสาค่ะ

3. จัดเก็บให้เป็นระเบียบได้ง่าย   ต่อจากข้อที่แล้ว ทั้งการฝึกให้เด็กเก็บเองและการที่เราช่วยลูกเก็บ เมื่อมีมุมเก็บเป็นที่ทาง มีพื้นที่เล่นและวาดเขียนอยู่ใกล้ ๆ การจัดเก็บก็เป็นระเบียบได้ง่ายค่ะ

4. เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ขอบเขตและเคารพสิทธิของผู้อื่น  ข้อนี้เป็นผลพลอยได้ที่คาดว่าเป็นความปรารถนาของผู้ใหญ่หลาย ๆ คน  เมื่อเราจัดพื้นที่ให้เด็ก และมีสัดส่วนสำหรับผู้ใหญ่ ก็ง่ายขึ้นในการกำชับให้เค้าไม่รุกล้ำพื้นที่ของผู้ใหญ่  เด็ก ๆ เล่นตรงนี้ หยิบของตรงนี้  ส่วนตรงนี้ของผู้ใหญ่ห้ามรื้อเอง ถ้าจะหยิบเอาอะไรต้องบอกและขออนุญาต  ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่เด็กต้องรู้จักสิทธิและขอบเขตของคนอื่นในสังคม การฝึกให้คุ้นชินกับเรื่องนี้ตั้งแต่ในบ้าน จะได้รู้สึกว่าการเคารพสิทธิและขอบเขตของผู้อื่นไม่ได้เป็นเรื่องลำบากค่ะ 

ราชินีแห่งบ้าน

2014-06-22 11.13.33

วันนี้ขออนุญาตแบ่งปันเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ สำหรับคุณแม่บ้าน 3 ประการที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อผลงามๆ ของกำลังใจในวันที่(น่า)อ่อนล้า แต่อาจไม่อ่อนล้า เพราะเรามีพลัง

1. ดุอาอฺให้หนัก  โดยเฉพาะเรื่องที่เราอยากปรับปรุงแก้ไข คนเรามีโอกาสที่จะทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ตราบใดที่เราไม่ตั้งใจ เสียใจ ขออภัยโทษ และอยากแก้ไข อัลลอฮฺทรงเมตตาเสมอ  ดุอาอฺให้หนักในเรื่องที่เป็นปัญหา ทั้งเรื่องนิสัยข้อบกพร่องของเรา หรือเรื่องราวของลูกๆ ที่อยากให้เปลี่ยนแปลง

2. อัลกุรอานรายวัน  อาจจะวันละไม่มาก ไม่นาน แต่รักษาให้ได้ทุกวันสม่ำเสมอ  ทั้งการอ่าน ใคร่ครวญความหมาย ให้รู้สึกว่าหัวใจเราได้สัมผัสอัลกุรอานอย่างแท้จริง  สังเกตช่วงเวลาที่สงบของวัน ให้เวลาแน่นอน(อาจไม่ยาวนาน แต่ทำได้จริง) เช่น หลังละหมาดศุบหิ  ก่อนที่เราจะวุ่นวายกับภารกิจนานาในบ้าน

3. ฟังบรรยาย  อาจเป็นเพราะความรับผิดชอบมีลูกเล็ก ทำให้เราห่างจากบรรยากาศการเรียนรู้ศาสนา แต่ดาวเทียมตอนนี้เอื้ออำนวยมากสำหรับการรับความรู้ เปิดเจอบรรยายเมื่อใด บังคับจิตใจให้หยุดฟังบ้าง อย่ารีบเปลี่ยนช่อง บางทีเป็นเรื่องที่เรารู้อยู่แล้ว แต่เผลอลืมไป บรรยายจากอาจารย์คนนั้นย้อนให้เราได้คิดทบทวน หรือบางประโยคบางบทเรียนที่สะกิดใจและเปลี่ยนความตั้งใจของเราให้ดีขึ้นก็เป็นไปได้ บิอิซนิลลาฮฺ

สามประการเล็กๆ นี้ หากรักษาไว้ จะช่วยให้หัวใจเราอิ่มเอม พร้อมรับเรื่องราวและภาระต่างๆ ในแต่ละวัน พร้อมกันนั้น ถ้าหากรู้สึกว่าภารกิจของเรามีมากเหลือเกิน อาจใช้วิธี “ลำดับ” และ “ปล่อยวาง” เข้าร่วมด้วย เช่น งานบ้านที่มีมากมายเกินจะทำได้ในคราวเดียว ให้ลำดับว่างานไหนต้องทำก่อน จำเป็นกว่า ก็เลือกทำงานนั้น แล้วปล่อยวางงานอื่นก่อน (ไม่ใช่ไม่อยากจะทำงานอื่น แต่มีข้อจำกัดที่ทำได้ทีละไม่มาก)  ลงมือทำให้เสร็จสักงาน หยุดชื่นชมและมีแรงใจสักพัก พอมีเรี่ยวแรงก็ขยับทำงานต่อๆ ไป เป็นเทคนิคที่คุณแม่ลูกหลายใช้กับบ้านที่ไม่มีคนรับใช้ และเผื่อพี่น้องท่านใดจะต้องการนำไปใช้ได้ค่ะ

 

เด็ก-เทคโน(โลยี)

2014-04-21 10.23.49

 

โพสนี้ขออนุญาตเล่าถึงแนวคิดและวิธีการดูแลลูกเราในเรื่องเทคโนโลยี ในฐานะที่ทั้งคุณพ่อบ้านและคุณแม่บ้านก็เป็นคนที่คลุกคลีกับเทคโนโลยีอยู่ไม่น้อย และมีแนวคิดตรงกันให้ลูกได้มีโอกาสเรียนรู้เทคโนโลยี กระนั้น เราก็เห็นตรงกันถึงแนวทางมิให้ลูกๆ หมกมุ่นอยู่กับมัน

1. มีทิศทางตรงกัน  หมายถึงผู้ปกครองในครอบครัวทุกคน(ถ้าเป็นครอบครัวใหญ่ก็ควรพูดคุยให้เข้าใจตรงกัน) ควรมีทิศทางตรงกันเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีของเด็ก ว่ามีเงื่อนไขกฎเกณฑ์อย่างไร จะทำให้ดูแลควบคุมได้ง่าย หากมีผู้ใหญ่บางคนในบ้านอนุโลมให้เด็กทำตามใจที่ต้องการได้มากกว่าผู้ใหญ่คนอื่นๆ ในบ้าน ก็จะทำให้เด็กมีทางออกว่า เวลาอยากเล่นเกมไปขอคนนี้ จะเล่นได้นาน แล้วกฎเกณฑ์ที่วางไว้ก็อาจด้อยค่าลงไปค่ะ

2. มีกฎเกณฑ์ชัดเจน  ที่บ้านเรามีกฎเกณฑ์ชัดเจนว่าเด็กๆ จะเปิดคอมพิวเตอร์เองไม่ได้ (ตั้งรหัสผ่านไว้รู้เฉพาะผู้ใหญ่) ก่อนใช้ัจึงต้องขออนุญาตโดยปริยาย บางครั้งอาจวางเงื่อนไขเพิ่มเติมว่า ทำสิ่งนั้นก่อน ทำสิ่งนี้ก่อน เช่น อ่านกุรอาน ทำการบ้านอาบน้ำให้เสร็จก่อน เก็บของเล่นก่อน เป็นต้น  ทุกครั้งที่เด็กเปิดคอม จะอยู่ในห้องที่มีผู้ใหญ่อยู่ในหูในตา  ไม่อนุญาตให้ใช้อินเตอร์เน็ตเพียงลำพัง ถ้าจะใช้เครื่องมือค้นหา (Search Engine) ต้องให้ผู้ใหญ่ใช้เท่านั้น เว็บไซต์ที่มีคลิปวีดีโอ ให้ผู้ใหญ่เปิดเท่านั้น  (เพราะพวกนี้มีสื่อลามกสอดแทรกอยู่เสมอ) ซึ่งถ้าผู้ใหญ่จริงจังและสม่ำเสมอในการใช้กฎ เด็กก็จะเรียนรู้ที่จะเคารพกฎค่ะ ถ้าจะทำอะไรเพิ่มเติมเกินจากที่อนุญาต เค้าก็จะขออนุญาตผู้ใหญ่ก่อน

แม้แต่เรื่องการดูโทรทัศน์ แม้จะมีโทรทัศน์สีขาว ที่ถูกต้องตามศีลธรรม เราก็มิได้เปิดทิ้งให้เด็กดูได้ตลอดวันค่ะ สำหรับเด็กๆ จะมีเวลาดูแน่นอน (ส่วนใหญ่เป็นตอนเย็นหลังเลิกเรียน) ขณะดูคุณแม่ก็อยู่ใกล้ๆ แม้ทำงานบ้านก็เห็นว่าลูกดูอะไร เด็กๆ ถือรีโมทคอยปิดเมือ่มีเสียงดนตรี เมื่อครบเวลาก็คือปิด (ทำเช่นนี้เป็นประจำ เด็กจะเคารพกติกาและไม่เซ้าซี้ขอดูต่อ)  ถ้าเป็นนอกช่วงเวลา ส่วนใหญ๋จะดูข่าว ซึ่งก็จะดูพร้อมกับผู้ใหญ่ค่ะ

สำหรับผู้วางกฎเกณฑ์ ในบ้านเรา คุณพ่อเห็นว่าคุณแม่อยู่กับลูกเกือบตลอดเวลาและรู้จักลูก จึงยกให้คุณแม่เป็นผู้วางกฎเกณฑ์ บางทีลูกมาขอพิเศษก็บอกว่าให้ไปคุยกับคุณแม่ (เป็นการตัดปัญหาความแตกต่างเรื่องกฎเกณฑ์ ให้คนเดียวตัดสินไปเลย)  แต่ถ้าคุณพ่อเห็นว่าแบบไหนเกินไปน่าจะปรับยังไง ก็จะปรึกษากันในช่วงที่ลูกไม่อยู่ เพื่อปรับและหาข้อสรุปร่วมกันค่ะ

3. มีกำหนดเวลาแน่นอน  ก่อนเล่นเกมแต่ละครั้ง จะกำหนดเวลาให้ลูกแน่นอน (ตกลงกันตั้งแต่ก่อนเล่น) ว่ากี่นาที ก่อนหมดเวลาจะเตือนก่อนว่า เหลืออีก 5 นาทีนะ เหลืออีก 10 นาทีนะ เพื่อให้ลูกรู้ตัวก่อน (ถ้าตัดบทตอนหมดเวลาทีเดียวเลย เด็กมักจะขอต่อเสมอ)  หลังบอกหมดเวลา หลายๆ ครั้งที่เด็กขอต่อว่า อีกนิดนึง ให้จบเกมนี้ เคยทำแบบที่ตัดเด็ดขาด รู้สึกว่าลูกขัดใจมาก ก็เลยลองแบบนิ่มๆ ยอมให้นิดหน่อย แต่เกาะติดคอยถามตลอดว่า จบเกมรึยัง ปิดได้แล้ว ถี่ๆ เลย  ก็รำคาญแล้วเล่นต่อได้อีกไม่นานเสมอ แต่เป็นอันว่าได้จบเกมแบบที่ไม่ถูกตัดบท ผลเป็นที่น่าพอใจกว่าค่ะ

4. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง  ปัจจัยเสี่ยงของแต่ละบ้านอาจไม่เหมือนกัน อยู่ที่การสังเกตและเรียนรู้ของแต่ละครอบครัวค่ะ เช่น บ้านเราเคยมีแท็บเล็ต โหลดแอพการศึกษาให้ลูกเล่น ปรากฏว่าติดกันจัง เพราะเป็นเครื่องมือที่หยิบง่าย พกง่าย เล่นกันไม่เลิกเลย  หลังจากที่มันพัง เราสองคนพ่อ-แม่จึงเห็นตรงกันว่า มันไม่เหมาะกับบ้านเรา เพราะเป็นเครื่องมือที่เสี่ยงต่อการติดและไม่สามารถควบคุมได้มากที่สุด  คอมพิวเตอร์เราตั้งพาสเวิร์ดได้ หยิบยกไปไหนไม่ได้ มือถือเป็นของส่วนตัว ถ้าเอาไปไม่ขออนุญาตก็โดนดุได้ เรียกว่าอย่างอื่นเราดูแลได้ แต่แท็บเล็ตนี่ไม่เหมาะกับบ้านเราจริงๆ

เหล่านี้เป็นแนวทางคร่าวๆ ของครอบครัวเรา ที่ใช้แล้วเห็นผลในตอนนี้ (ขออัลลอฮฺคุ้มครองพวกเราในระยะยาว) จึงมาแบ่งปัน และหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับครอบครัวอื่นๆ บ้างค่ะ

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 151 other followers